Logo Webboard ของ kobkob
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!


  1.ทักทายกันก่อนนะคะ

  

  Topic : สัมภเวสี - โอปาติกะ - ผี - วิญาญาณ

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป ชีเปลือย

  203.144.144.163

  โพสต์เมื่อ : 7 ธ.ค. 2549 12:51 น.

  

สัมภเวสี - โอปาติกะ - ผี - วิญาญาณ
พวกเราคงเคยเห็นเคยได้ยินทั้ง 4 คำนี้กันบ่อยๆนะครับ
แต่มันจะใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่และความหมายจริงๆคืออะไร




คำแรกสัมภเวสี
หมายถึงสรรพสัตว์ทั้งหมดเลยครับ ตั้งแต่สัตว์นรก มนุษย์ เทวดา พรหม ซึ่งยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่
ดังนั้นพระอรหันต์จึงไม่ใช่สัมภเวสี เพราะเมื่อดับกิเลสได้โดยสิ้นเชิงแล้วการเกิดใหม่ก็จะไม่มีอีกแล้วครับ
สรุป สัมภเวสีหมายถึงสิ่งที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดทั้งหมด




โอปาติกะ
สรรพสัตว์ทั้งหลายจะมีลักษณะการเกิดที่แตกต่างกันไปตามกรรมของแต่ละพวกนะครับ
เช่นบางพวกเกิดในไข่ ยกตัวอย่างนก ปลา เต่า เป็นต้น
บางพวกเกิดในสิ่งสกปรก เช่นเชื้อโรคต่างๆ
บางพวกเกิดในครรภ์มารดา เช่นมนุษย์ ลิงและหมีแพนด้า...???
แต่บางพวกผุดเกิดขึ้นเองโดยไม่มีพ่อแม่ และเกิดมาก็โตทันทีเป็นวัยหนุ่มวัยสาวโดยทันที
ไม่มีสภาพของทารกมาก่อน ซึ่งลักษณะการเกิดแบบนี้เรียกว่าโอปาติกะ เช่นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย
เทวดา พรหม จะมีลักษณะการเกิดเหมือนกันคือผุดเกิดขึ้นเองโดยไม่มีพ่อแม่ และเกิดมาก็โตทันที
อย่างสัตว์นรกนั้นเมื่อถูกทรมานห้ำหั่นจนตายแล้วก็จะผุดเกิดขึ้นมารับการทรมานอีกอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม
สรุป โอปาติกะหมายถึงลักษณะของการเกิดแบบหนึ่ง




ผี
ศาสนาพุทธแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็น 7 กลุ่มหลักๆ เรียงจากชั้นต่ำสุดไปหาสูงสุดดังนี้
1 สัตว์นรก ถือได้ว่ามีสภาพความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่สุด
2 เปรต ความเป็นอยู่ก็ยากลำบากสุดๆเหมือนกันแต่ก็ยังไม่เท่ากับสัตว์นรก
3 อสุรกาย
4 สัตว์เดรัจฉาน
( อันดับที่ 1-4 เรียกรวมกันว่าทุคติภูมิ หรืออบายภูมิก็ได้ครับ หมายความว่าภพภูมิที่มีแต่ความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส )
5 มนุษย์
6 เทวดา มีหลายชั้นตามกุศลกรรมที่ทำไว้ เช่นดาวดึงษ์ นิมมานรดี เป็นต้น
7 พรหม มีหลายชั้นตามกุศลกรรมที่ทำไว้เหมือนกัน( มีความสุขสบายและอายุขัยยืนยาวมากกว่าเทวดา )

มนุษย์โดยทั่วไปไม่มีทางเห็นสัตว์นรกและพรหมได้ครับ ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ที่เราจะเห็นและเรียกว่าผีนั้นมีเพียง 3 กลุ่มนี้ คือเปรต อสุรกาย เทวดา ยกตัวอย่างพระภูมิเจ้าที่ก็เป็นเทวดาประเภทหนึ่งซึ่งหากเราเห็นและไม่รู้เราก็จะเรียกว่าผี เป็นต้น
สรุป ผีจึงเป็นทั้งสัมภเวสีและโอปาติกะไปในตัวด้วย ( งงกันหรือยังครับพี่น้อง )



วิญญาณ
ในศาสนาพุทธแบ่งองค์ประกอบของมนุษย์ออกเป็น 5 ส่วน เรียกว่าขันธ์ 5 ( เป็นรูปธรรม 1 นามธรรม 4 ) คือ
1 รูป ( อวัยวะทุกส่วน ของเหลวของแข็งทั้งหมด )
2 เวทนา ( ความรู้สึก )
3 สัญญา ( ความจำ )
4 สังขาร ( ความคิด )
5 วิญญาณ ( สภาพรู้หรือตัวรู้ )

ร่างกายของมนุษย์มีช่องทางรับรู้โลกภายนอกอยู่ 5 ช่องทางคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ยกตัวอย่างเช่นเราเห็นวัตถุต่างๆได้เพราะเรามีดวงตาและมีตัวรู้ที่ดวงตาคือวิญญาณทางตาด้วย ( เป็นการอธิบายโดยธรรมนะครับจึงต่างจากทางการแพทย์ ) ซึ่งตัวรู้นี้เรียกว่าจักขุวิญญาณ แสดงว่าการมองเห็นได้แต่ละครั้งเกิดจากการทำงานร่วมกันของรูปธรรมคือดวงตากับนามธรรมคือสภาพรู้ทางตา ( จักขุวิญญาณ ) ส่วนช่องทางรับรู้อื่นๆก็เช่นเดียวกันมีตัวรู้ที่เรียกว่าวิญญาณทำงานร่วมอยู่ด้วยกล่าวคือ โสตวิญญาณ ฆาณวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ เป็นต้น
ดังนั้นเรามาเลิกกลัววิญญาณกันเถอะครับ
สรุป วิญญาณคือองค์ประกอบส่วนหนึ่งของเราไม่ใช่ผี ไม่ใช่สัมภเวสี และไม่ใช่โอปาติกะ

ขอบคุณครับคุณกบ